ข้อ 1. นายโลภเป็นชายหนุ่มได้อยู่กินกับนางโทสะ ซึ่งเป็นหญิงหม้ายอายุแก่กว่าประมาณ 20 กว่าปี ต่อมานายโลภแนะนำนางโทสะให้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินแปลงหนึ่งของตนให้แก่นายโลภ หลอก ๆ เพื่อป้องกันมิให้บุตรของนางโทสะที่เกิดจากสามีเดินมาเอาที่ดินนั้นไป เมื่อทั้งสองปรึกษาหารือกันแล้ว นางโทสะจึงขายที่ดินแปลงนั้นให้แก่นายโลภในราคา 3 ล้านบาท โดยในสัญญาระบุว่านายโลภได้รับเงินครบถ้วนแล้ว ทั้งที่ความจริงนายโลภไม่ได้จ่ายเงินค่าที่ดินแปลงนั้นให้แก่นางโทสะเลย ต่อมานายโลภได้เล่าความจริงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้นายโมหะน้องชายของตนฟัง ทำให้นายโมหะอยากได้ที่ดินแปลงนั้นมาก นายโมหะก็เลยอ้อนวอนขอที่ดินแปลงนั้นจากนายโลภ นายโลภจึงจำใจยกที่ดินแปลงนั้นให้แก่นายโมหะ ต่อมานายโลภรู้สึกเสียดายที่ดินแปลงนั้นนายโลภจึงไปทวงที่ดินแปลงนั้นคืนจาก นายโมหะ โดยอ้างว่าตนมิได้มีเจตนาจะให้ที่ดินแปลงนั้นแก่นายโมหะจริง ๆ นายโมหะไม่ยอมคืน ดังนี้ นายโลภหรือนางโทสะจะสามารถฟ้องคดีเรียกที่ดินแปลงนั้นคืนจากนายโมหะได้ เพราะเหตุใด
แนวคำตอบ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง , มาตรา 154
กรณี ตามปัญหา การที่นายโลภแนะนำนางโทสะให้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินของนางโทสะให้แก่นายโลภ หลอก ๆ นั้น ในการที่นายโลภกับนางโทสะได้สมรู้กันแสดงเจตนาลวง การแสดงเจตนาดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 155 วรรค 1 ที่ดินแปลงนี้จึงยังเป็นของนางโทสะอยู่
นายโมหะ เป็นบุคคลภายนอก แต่ไม่ได้รับความคุ้มครองตาม มาตรา 155 วรรค 1 ตอน ท้าย เพราะการที่นายโมหะได้ล่วงรู้ถึงการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันระหว่างนายโลภ กับนางโทสะ จึงเป็นกรณีที่นายโมหะมิได้กระทำการโดยสุจริต อีกทั้งนายโมหะได้ที่ดินมาจากการให้โดยนายโลภ นายโมหะจึงไม่เสียหายจากการแสดงเจตนาลวง ดังนั้น นายโมหะจึงไม่รับความคุ้มครอง นางโทสะสามารถฟ้องเรียกที่ดินคืนจากนายโมหะได้
ใน กรณีของนายโลภ ที่ได้ยกที่ดินให้แก่นายโมหะไปโดยที่ในใจจริงของนายโชคมิได้ต้องการให้ก็ตาม ก็หาทำให้การแสดงเจตนาของนายโลภตกเป็นโมฆะไม่ เพราะขณะที่นายโลภยกที่ดินให้นายโมหะ นายโมหะมิได้รู้ถึงเจตนาแท้จริงที่ซ่อนอยู่ในใจของนายโลภ ตามมาตรา 154 ดังนั้น การแสดงเจตนาของนายโลภจึงไม่ตกเป็นโมฆะ นายโลภจึงไม่สามารถฟ้องคดีเรียกที่ดินแปลงนั้นคืนจากนายโมหะได้
สรุป นายโทสะสามารถฟ้องเรียกคืนที่ดินจากนายโมหะได้
แต่นายโลภไม่สามารถฟ้องเรียกคืนที่ดินจากนายโมหะได้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น